เพื่อนถามว่า BMI เท่าไหร่ถึงเรียกว่าน้ำหนักเกิน เราตอบไม่ถูก 100% ลองเปิดหาในเน็ตก็เจอตัวเลขไม่ตรงกันเป็นสิบเว็บ บางเว็บบอกเกณฑ์หนึ่ง บางเว็บบอกอีกเกณฑ์หนึ่ง สุดท้ายเลยไม่รู้ว่าตัวเลขของตัวเองอยู่ตรงไหนกันแน่

ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มีแค่เราคนเดียว BMI เป็นตัวเลขที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นสูตรจริง หรือรู้ว่าจริงๆ แล้วมันมีเกณฑ์มากกว่าหนึ่งชุด

BMI คืออะไร คำนวณยังไง

BMI ย่อมาจาก Body Mass Index หรือดัชนีมวลกาย เป็นตัวเลขที่ใช้ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวกับส่วนสูง สูตรคำนวณไม่ซับซ้อน คือเอาน้ำหนักตัว (หน่วยกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเมตร) ยกกำลังสอง ผลลัพธ์ที่ได้คือค่า BMI ของเรา

องค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้ค่านี้เป็นตัวชี้วัดคัดกรองเบื้องต้นในระดับประชากร เพื่อดูแนวโน้มความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดไขมันในร่างกายโดยตรงของคนคนเดียว

ถ้าอยากรู้ตัวเลขจริงของตัวเองแบบไม่ต้องนั่งกดเครื่องคิดเลขเอง ลองใช้เครื่องมือคำนวณ BMI ฟรีที่ nongcal.com/tools/bmi ได้เลย กรอกน้ำหนักกับส่วนสูง ระบบคำนวณให้ทันที

เกณฑ์ BMI: มาตรฐานสากล vs มาตรฐานเอเชีย-แปซิฟิก

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ BMI มีเกณฑ์แบ่งช่วงมากกว่าหนึ่งชุด เกณฑ์แรกคือมาตรฐานสากลที่ WHO ใช้ทั่วโลก:

ช่วง BMI ความหมาย (เกณฑ์สากล)
ต่ำกว่า 18.5 น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์
18.5–24.9 น้ำหนักปกติ
25.0–29.9 น้ำหนักเกิน
30.0 ขึ้นไป อ้วน

แต่ WHO ร่วมกับ IASO และ IOTF ยังออกเกณฑ์เฉพาะสำหรับประชากรเอเชีย-แปซิฟิกแยกต่างหาก โดยใช้ค่าตัดที่ต่ำกว่าเกณฑ์สากล เพราะงานวิจัยที่อ้างอิงในรายงานฉบับนี้พบว่าคนเอเชียมีความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิก เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ระดับ BMI ที่ต่ำกว่าที่เกณฑ์สากลกำหนด:

ช่วง BMI ความหมาย (เกณฑ์เอเชีย-แปซิฟิก)
ต่ำกว่า 18.5 น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์
18.5–22.9 น้ำหนักปกติ
23.0–24.9 เริ่มเสี่ยง / น้ำหนักเกิน
25.0–29.9 อ้วนระดับ 1
30.0 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2

จะเห็นว่าคนที่ BMI 24 อาจถูกจัดว่า "ปกติ" ตามเกณฑ์สากล แต่ถูกจัดว่า "เริ่มเสี่ยง" ตามเกณฑ์เอเชีย-แปซิฟิก นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของเว็บไหน แต่เป็นเพราะมีสองเกณฑ์อยู่จริง และแต่ละแหล่งข้อมูลอาจอ้างอิงคนละชุด

ข้อจำกัดของ BMI ที่ควรรู้ก่อนเชื่อ 100%

BMI คำนวณจากน้ำหนักกับส่วนสูงเท่านั้น ไม่ได้แยกว่าน้ำหนักนั้นมาจากไขมันหรือกล้ามเนื้อ คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจนมีกล้ามเนื้อเยอะ อาจมี BMI สูงเกินเกณฑ์ทั้งที่สัดส่วนไขมันในร่างกายต่ำ ในทางกลับกัน คนที่ดูตัวเล็กแต่มีไขมันสะสมในสัดส่วนสูง ก็อาจมี BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ตามที่ WHO ระบุไว้ในรายงานของตัวเอง BMI ถูกออกแบบมาเป็นเครื่องมือคัดกรองระดับประชากร ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยรายบุคคล แปลว่ามันบอกแนวโน้มความเสี่ยงได้ในภาพกว้าง แต่ไม่ได้บอกว่าคนคนหนึ่ง "สุขภาพดีหรือไม่ดี" แบบฟันธง ต้องดูร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น รอบเอว สัดส่วนไขมัน หรือพฤติกรรมการกินและการเคลื่อนไหว

สรุปสั้น ๆ (เซฟไว้)

  • BMI = น้ำหนัก (กก.) ÷ ส่วนสูง (ม.) ยกกำลังสอง เป็นตัวชี้วัดคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่การวัดไขมันโดยตรง
  • มีสองเกณฑ์หลัก: เกณฑ์สากล (ปกติ 18.5–24.9) กับเกณฑ์เอเชีย-แปซิฟิก (ปกติ 18.5–22.9, เริ่มเสี่ยงที่ 23.0)
  • BMI ไม่แยกไขมันกับกล้ามเนื้อ ควรดูร่วมกับปัจจัยอื่นเสมอ ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ตัดสินทุกอย่าง

คำถามที่พบบ่อย

BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่พุงยังใหญ่ ผิดปกติไหม

ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป เพราะ BMI ไม่ได้บอกตำแหน่งที่ไขมันสะสม คนที่ BMI ปกติแต่มีไขมันสะสมบริเวณพุงมากอาจยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ BMI คำนวณไม่ถึง การดูรอบเอวหรือปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมจะให้ภาพที่ครบกว่า

BMI ใช้ได้กับทุกคนไหม เช่นนักกีฬาหรือคนตั้งครรภ์

BMI ยังใช้เป็นตัวเลขอ้างอิงได้ แต่ต้องตีความอย่างระมัดระวังมากขึ้นในกลุ่มที่มีองค์ประกอบร่างกายต่างจากค่าเฉลี่ย เช่น นักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อเยอะ หรือคนตั้งครรภ์ที่น้ำหนักเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย กลุ่มเหล่านี้ควรพิจารณาร่วมกับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารมากกว่าดู BMI อย่างเดียว

อยากรู้ไม่ใช่แค่ BMI ของตัวเอง แต่อยากเห็นด้วยว่าแต่ละมื้อที่กินจริงๆ ไปเท่าไหร่ ลองให้น้องแคลช่วยจดดูได้ที่ nongcal.com/r/bmi-calculation-guide 🌱

แหล่งอ้างอิง

ตัวเลข ความหมาย แหล่งอ้างอิง
BMI ต่ำกว่า 18.5 น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ (เกณฑ์สากล) WHO (2000)
BMI 18.5–24.9 น้ำหนักปกติ (เกณฑ์สากล) WHO (2000)
BMI 25.0–29.9 น้ำหนักเกิน (เกณฑ์สากล) WHO (2000)
BMI 30.0 ขึ้นไป อ้วน (เกณฑ์สากล) WHO (2000)
BMI 18.5–22.9 น้ำหนักปกติ (เอเชีย-แปซิฟิก) WHO/IASO/IOTF (2000)
BMI 23.0–24.9 เริ่มเสี่ยง/น้ำหนักเกิน (เอเชีย-แปซิฟิก) WHO/IASO/IOTF (2000)
BMI 25.0–29.9 อ้วนระดับ 1 (เอเชีย-แปซิฟิก) WHO/IASO/IOTF (2000)
BMI 30.0 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 (เอเชีย-แปซิฟิก) WHO/IASO/IOTF (2000)